คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2412/2527
ศาลเรียกบิดาเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเอง ไม่ถือว่าบุตรฟ้องบุพการี
หลักที่ได้
บทห้ามฟ้องบุพการีเป็นบทตัดสิทธิจึงต้องแปลโดยเคร่งครัด การที่ศาลมีคำสั่งเรียกบิดาเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเอง ยังเรียกไม่ได้ว่าบุตรฟ้องบุพการีของตน
ข้อเท็จจริงย่อ
โจทก์และจำเลยเป็นบุตรของจำเลยร่วม ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงเดียวกันร่วมกัน โจทก์ต้องการโฉนดมาเพื่อทำนิติกรรมจำหน่ายส่วนของตน และเข้าใจว่าจำเลยเป็นผู้เก็บโฉนดไว้แล้วไม่ยอมมอบให้ จึงฟ้องจำเลยขอให้ส่งมอบโฉนดและเรียกค่าเสียหาย ต่อมาความปรากฏแก่ศาลว่าผู้ที่เก็บรักษาโฉนดไว้จริงคือบิดาของโจทก์
เหตุผลของศาล
- เมื่อความปรากฏว่าบิดาเป็นผู้เก็บรักษาโฉนดไว้ จึงสมควรและจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่ศาลจะมีคำสั่งเรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมและพิพากษาบังคับให้รับผิดตามฟ้องได้
- บทบัญญัติห้ามฟ้องบุพการีเป็นบทตัดสิทธิ จึงต้องแปลโดยเคร่งครัด
- การที่ศาลมีคำสั่งเรียกบิดาโจทก์เข้ามาเป็นจำเลยร่วมเอง ยังเรียกไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องบุพการีของตน จึงไม่ต้องห้าม
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ย่อคำพิพากษาทางการ
โจทก์และจำเลยเป็นบุตรของจำเลยร่วม ทั้งสามต่างเป็น เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ 2568 ร่วมกัน โจทก์ต้องการโฉนดมาเพื่อทำนิติกรรมจำหน่ายส่วนของตนและเข้าใจว่าจำเลยเป็นผู้เก็บโฉนดไว้ไม่ยอมมอบให้ จึงฟ้องจำเลยขอให้ส่งมอบโฉนดและเรียกค่าเสียหาย ต่อมาความปรากฏแก่ศาลว่าจำเลยร่วมเป็นผู้เก็บรักษาโฉนดไว้ ดังนี้จึงเป็นการสมควรและจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่ ศาลจะมีคำสั่งเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3)(ข) และพิพากษาบังคับจำเลยร่วมให้รับผิดตามฟ้องของโจทก์ได้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 เป็นบทบัญญัติตัดสิทธิห้ามมิให้ฟ้องผู้บุพการีของตนจึงต้องแปลโดยเคร่งครัด การที่ศาลมีคำสั่งเรียกบิดาโจทก์เข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(3)(ข) ยังเรียกไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องบุพการีของตน จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1562
ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569
อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้
เปิดฎีกานี้ในเว็บ