คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13267/2557
ลูกหนี้จดทะเบียนเลิกบริษัทแล้ว สัญญาค้ำประกันสิ้นผล แต่กรรมการที่ยังสั่งจ่ายเช็คต่อจะอ้างไม่ได้
หลักที่ได้
เมื่อลูกหนี้สิ้นสภาพนิติบุคคล สัญญาค้ำประกันย่อมสิ้นผลไปโดยปริยาย ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่เกิดภายหลัง แต่กรรมการที่รู้อยู่แล้วว่าบริษัทเลิกไปแล้วยังสั่งจ่ายเช็คในนามบริษัทไปขายลด ถือว่าใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จะยกเหตุสิ้นสภาพนิติบุคคลมาปัดความรับผิดไม่ได้
ข้อเท็จจริงย่อ
จำเลยทั้งสี่ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของบริษัท ก. ไว้กับบริษัทเงินทุน ย. ต่อมาบริษัท ก. จดทะเบียนเลิกบริษัท หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัท ก. ยังลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ครวม 17 ฉบับ พร้อมประทับตราสำคัญของบริษัท แล้วนำไปขายลดให้แก่บริษัทเงินทุน ย. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่รู้ถึงการเลิกบริษัท เมื่อถูกฟ้องให้รับผิด จำเลยทั้งสี่ต่อสู้ว่าลูกหนี้สิ้นสภาพนิติบุคคลไปแล้ว สัญญาค้ำประกันจึงสิ้นผล
เหตุผลของศาล
- สัญญาค้ำประกันที่จำเลยทั้งสี่ทำไว้เป็นการค้ำประกันเพื่อชำระหนี้ในเมื่อบริษัท ก. ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้
- เมื่อบริษัท ก. จดทะเบียนเลิกบริษัทจนสิ้นสภาพนิติบุคคล ย่อมไม่มีลูกหนี้ที่จะต้องค้ำประกันอีกต่อไป สัญญาค้ำประกันจึงสิ้นผลไปโดยปริยาย
- เช็คที่สั่งจ่ายภายหลังจึงถือไม่ได้ว่าเป็นเช็คของลูกหนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังลูกหนี้สิ้นสภาพนิติบุคคล
- จำเลยที่ 1 และที่ 3 รู้ดีว่าบริษัทเลิกไปแล้ว แต่ยังถือโอกาสที่เจ้าหนี้ไม่รู้ นำเช็คในนามบริษัทไปขายลดเพื่อให้ได้เงินมา ทั้งที่รู้ว่าเจ้าหนี้บังคับเอาจากลูกหนี้ไม่ได้
- ข้อเท็จจริงเรื่องเช็คพิพาทเป็นข้อที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้และนำสืบไว้แล้ว ศาลฎีกาจึงนำข้อกฎหมายมาปรับได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จะอ้างการสิ้นสภาพนิติบุคคลมาปัดความรับผิดไม่ได้
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ย่อคำพิพากษาทางการ
ตามสัญญาค้ำประกันหนี้สินที่จำเลยทั้งสี่ทำไว้กับบริษัทเงินทุน ย. นั้น เป็นการค้ำประกันเพื่อชำระหนี้ในเมื่อบริษัท ก. ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ เมื่อต่อมาบริษัท ก. ลูกหนี้จดทะเบียนเลิกบริษัท อันมีผลให้ลูกหนี้สิ้นสภาพนิติบุคคล สัญญาค้ำประกันที่จำเลยทั้งสี่ทำไว้จึงไม่มีลูกหนี้ที่จำเลยทั้งสี่จะต้องค้ำประกันอีกต่อไป สัญญาค้ำประกันจึงสิ้นผลไปโดยปริยาย แม้เช็คทั้ง 17 ฉบับ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัท ก. ลูกหนี้จะลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและประทับตราสำคัญของบริษัทก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าเช็คดังกล่าวเป็นเช็คของลูกหนี้ ดังนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อบริษัทเงินทุน ย. ในฐานะผู้ค้ำประกันตามสัญญาวงเงินขายตั๋วลดเช็คที่เกิดขึ้นภายหลังจากลูกหนี้สิ้นสภาพนิติบุคคลไปแล้ว
จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัท ก. ลูกหนี้ รู้ดีว่าในวันที่จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คทั้ง 17 ฉบับ พร้อมประทับตราสำคัญของบริษัทนั้น บริษัท ก. ลูกหนี้ได้สิ้นสภาพนิติบุคคลไปแล้ว แต่จำเลยทั้งสองยังถือโอกาสที่บริษัทเงินทุน ย. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่รู้ถึงการบอกเลิกบริษัทของตนนำเช็คที่สั่งจ่ายในนามของบริษัท ก. ไปขายลดให้แก่บริษัทเงินทุน ย. อีก ซึ่งการกระทำดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมได้เงินจากการขายลดเช็ค โดยทราบดีว่าเจ้าหนี้ไม่อาจจะบังคับเอาจากบริษัท ก. ลูกหนี้ได้เพราะลูกหนี้ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทไปก่อนแล้ว อันเป็นการฝ่าฝืนต่อ ป.พ.พ. มาตรา 5 ซึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเช็คพิพาทเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสี่ได้ยกขึ้นให้การต่อสู้โจทก์ และจำเลยที่ 4 นำสืบในศาลชั้นต้นแล้วไม่ใช่ข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาก่อน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจนำข้อกฎหมายมาปรับวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตได้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่อาจอ้างการสิ้นสภาพบุคคลแห่งบริษัท ก. เป็นข้อแก้ตัวเพื่อให้ตนพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้ เพราะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 4 ก.ย. 2569
อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้
เปิดฎีกานี้ในเว็บ