คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5699/2560
สงวนสิทธิเรียกค่าเสียหายไว้ในสัญญายอม ฟ้องเรียกค่าเสียหายใหม่ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
หลักที่ได้
ประเด็นค่าเสียหายที่ยังไม่ได้วินิจฉัยในคดีเดิมและคู่ความสงวนสิทธิไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ย่อมฟ้องเป็นคดีใหม่ได้ ส่วนฎีกาที่ไม่โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบอย่างไรเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ข้อเท็จจริงย่อ
คดีเดิมโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่ายื่นคำขอจดทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองพ้นจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมและจดทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองกลับเข้าเป็นกรรมการดังเดิม เมื่อโจทก์ทั้งสองขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเรียกค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต ต่อมาคู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้จดทะเบียนโจทก์ทั้งสองกลับเข้าเป็นกรรมการ โดยโจทก์ทั้งสองสงวนสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายกับบุคคลที่เกี่ยวข้องหากเกิดความเสียหายก่อนหรือขณะทำสัญญา คดีนี้โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกว่าร่วมกันทำละเมิด ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ชั้นฎีกาโจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมรับผิดด้วย โดยไม่ได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่วินิจฉัยว่าจำเลยเหล่านั้นไม่ต้องรับผิดนั้นไม่ชอบอย่างไร และโต้แย้งว่าค่าเสียหาย 1,000,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดนั้นต่ำเกินไป
เหตุผลของศาล
- คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการทำละเมิด ซึ่งประเด็นค่าเสียหายยังมิได้วินิจฉัยในคดีเดิม ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีเดิม
- ฎีกาที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมรับผิด โดยไม่กล่าวโต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไร เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามมิให้ฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
- โจทก์ทั้งสองเสียหายจากการขาดรายได้ทั้งเงินเดือนและค่าตอบแทนในช่วงที่ไม่ได้เป็นกรรมการ กับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดำเนินคดีก่อนฟ้อง เห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้ 2,000,000 บาท
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ย่อคำพิพากษาทางการ
คดีเดิมโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำขอจดทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองพ้นจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมและจดทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองกลับเข้าไปเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ดังเดิม ครั้นโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเรียกค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต ต่อมาโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยินยอมจดทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองกลับเข้าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 หากเกิดหรือมีความเสียหายใดๆ ก่อนหรือขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ทั้งสองขอสงวนสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันทำละเมิด ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งค่าเสียหายยังมิได้วินิจฉัยในคดีเดิม จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีเดิม
ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ทำละเมิด จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองด้วย ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะนายจ้างและตัวแทนของนายจ้างต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดกับจำเลยที่ 5 นั้น โจทก์ทั้งสองมิได้กล่าวโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองว่าไม่ชอบ หรือไม่ถูกต้องอย่างไร ฎีกาของโจทก์ทั้งสองเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 (เดิม) ที่ใช้บังคับในขณะโจทก์ทั้งสองฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนด 1,000,000 บาท เป็นจำนวนต่ำมากนั้น โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเนื่องจากต้องขาดรายได้จากเงินเดือนและค่าตอบแทนที่ได้รับจากการบริหารงานในตำแหน่งกรรมการของจำเลยที่ 1 ในช่วงที่ไม่ได้เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีก่อนฟ้อง เห็นควรกำหนดให้ 2,000,000 บาท
ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569
อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้
เปิดฎีกานี้ในเว็บ