BearLaw เปิดเว็บเต็ม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 734/2561

หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดได้

หลักที่ได้

กฎหมายเรื่องห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ได้กล่าวถึงสิทธิขอเลิกห้างของหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด จึงต้องนำบทบัญญัติเรื่องการเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญมาใช้บังคับ ผลคือหุ้นส่วนคนใดก็ร้องขอให้ศาลสั่งเลิกห้างได้

ข้อเท็จจริงย่อ

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. จำเลยที่ 1 มีผู้เป็นหุ้นส่วน 6 คน คือ โจทก์ทั้งสี่และ อ. สามีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 2 บริหารกิจการในลักษณะก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อมามีมติเสียงข้างมากให้โจทก์ที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแทน แต่จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง และยังใช้อำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการลงมติแต่งตั้งถอดถอนกรรมการของบริษัทที่ห้างถือหุ้นเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ตนเองและพวก คู่ความต่างฟ้องร้องกันทั้งทางแพ่งและอาญาจากมูลเหตุการบริหารงาน โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีหนังสือลงวันที่ 24 มิถุนายน 2556 บอกเลิกห้างล่วงหน้ามากกว่า 6 เดือนก่อนสิ้นรอบปีชำระบัญชี แล้วฟ้องขอให้เลิกห้างและจัดการชำระบัญชี

เหตุผลของศาล

  1. คำฟ้องบรรยายสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการจงใจล่วงละเมิดบทบังคับอันเป็นข้อสาระสำคัญซึ่งสัญญาหุ้นส่วนกำหนดไว้ และมีเหตุทำให้ห้างเหลือวิสัยที่จะดำรงอยู่ต่อไป
  2. บทบัญญัติในเรื่องห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ได้กล่าวถึงว่าหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดมีสิทธิขอเลิกห้างได้หรือไม่
  3. จึงต้องนำบทบัญญัติเรื่องการเลิกห้างของห้างหุ้นส่วนสามัญมาใช้บังคับ ซึ่งมีผลให้หุ้นส่วนคนใดก็ร้องขอให้ศาลสั่งเลิกห้างได้
  4. โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดจึงมีอำนาจฟ้องขอเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. และจัดการชำระบัญชีได้

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ย่อคำพิพากษาทางการ

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีผู้เป็นหุ้นส่วน 6 คน คือ โจทก์ทั้งสี่ อ. สามีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด และจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 2 บริหารกิจการห้างฯ จำเลยที่ 1 ในลักษณะก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อมามีมติเสียงข้างมากให้โจทก์ที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแทนจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียน จำเลยที่ 2 ใช้อำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการในการลงมติแต่งตั้ง ถอดถอนกรรมการของบริษัท ผ. และบริษัท ท. ที่ห้างฯ จำเลยที่ 1 ถือหุ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวก โจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 2 ต่างฟ้องร้องดำเนินคดีแพ่งและอาญาจากมูลเหตุการบริหารงานของห้างฯ จำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2556 บอกเลิกห้างฯ เป็นเวลามากกว่า 6 เดือน ก่อนสิ้นรอบปีชำระบัญชีขอให้เลิกห้างและจัดการชำระบัญชีนั้น ตามคำฟ้องจึงเป็นการบรรยายสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ทั้งสี่และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างฯ จำเลยที่ 1 ได้กระทำล่วงละเมิดบทบังคับอันเป็นข้อสาระสำคัญซึ่งสัญญาหุ้นส่วนกำหนดไว้แก่โจทก์ทั้งสี่โดยจงใจ มีเหตุทำให้ห้างหุ้นส่วนนั้นเหลือวิสัยที่จะดำรงอยู่ต่อไปได้ แต่เมื่อบทบัญญัติในเรื่องห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ได้กล่าวถึงว่าหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดมีสิทธิขอเลิกห้างฯ ได้หรือไม่ จึงต้องนำบทบัญญัติในเรื่องการเลิกห้างฯ ของห้างหุ้นส่วนสามัญมาใช้บังคับตามที่มาตรา 1080 บัญญัติไว้ และมีผลให้หุ้นส่วนคนใดอาจร้องขอให้ศาลสั่งเลิกห้างฯ ตามมาตรา 1057 (3) ได้ ดังนั้น โจทก์ทั้งสี่เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ย่อมมีอำนาจฟ้องขอเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. จำเลยที่ 1 และจัดการชำระบัญชีได้

ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569

อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้

เปิดฎีกานี้ในเว็บ