คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2594/2562
พยายามฆ่ากับความผิดอาวุธปืนเป็นคนละกรรม แยกฟ้องคนละคดีได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
หลักที่ได้
ความผิดฐานพยายามฆ่ากับความผิดตามกฎหมายอาวุธปืนมีองค์ประกอบและเจตนาต่างกัน จึงเป็นคนละกรรม โจทก์แยกฟ้องคนละคดีได้ และคำพิพากษาในคดีอาวุธปืนทำให้เสร็จเด็ดขาดเฉพาะกระทงนั้น ส่วนปัญหาสิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อยที่ยกขึ้นฎีกาได้แม้รับสารภาพในศาลชั้นต้น
ข้อเท็จจริงย่อ
จำเลยให้การรับสารภาพในศาลชั้นต้นและไม่ได้ยกข้อต่อสู้เรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้อง แต่ยกขึ้นในชั้นฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงได้ความว่าก่อนหน้านี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยและศาลพิพากษาลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน ในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาต ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น โดยจำเลยกระทำความผิดทั้งสองฐานโดยมีเจตนาเพื่อฆ่าผู้อื่น จำเลยต่อสู้ว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวและเป็นฟ้องซ้ำ
เหตุผลของศาล
- ปัญหาสิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยรับสารภาพและไม่ได้ต่อสู้ในศาลชั้นต้น ก็ยกขึ้นฎีกาได้ และเมื่อฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างวินิจฉัยมา
- ความผิดฐานพยายามฆ่ากับความผิดตามกฎหมายอาวุธปืนเป็นความผิดคนละประเภท เป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมกันโดยอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ และเป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับที่มีองค์ประกอบต่างกัน
- แม้จำเลยกระทำความผิดทั้งสองฐานโดยมีเจตนาเพื่อฆ่าผู้อื่น การกระทำก็เป็นคนละกรรม ศาลลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ โจทก์จึงแยกฟ้องเป็นคนละคดีได้
- เมื่อศาลพิพากษาลงโทษตามกฎหมายอาวุธปืนไปแล้ว คดีเสร็จเด็ดขาดเฉพาะกระทงนั้น ส่วนกระทงพยายามฆ่ายังไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหา ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับไป
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ย่อคำพิพากษาทางการ
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยให้การรับสารภาพและไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น จำเลยก็ชอบที่ยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จำเลยฎีกาแต่ในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 194 ประกอบมาตรา 225
ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นกับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดคนละประเภทกันและยังเป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมกันโดยอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ ทั้งยังเป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับซึ่งมีองค์ประกอบแห่งความผิดแตกต่างกันและเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวทั้งเจตนาในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวก่อให้เกิดผลที่แตกต่างกันสามารถแยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกันได้ แม้จำเลยกระทำความผิดทั้งสองฐานโดยมีเจตนาเพื่อฆ่าผู้อื่น การกระทำของจำเลยก็เป็นคนละกรรม ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 มิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวกัน โจทก์ย่อมมีอำนาจแยกฟ้องจำเลยเป็นคนละคดีได้ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยและศาลพิพากษาลงโทษ ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ไปแล้ว คดีย่อมเสร็จเด็ดขาดเฉพาะกระทงความผิด ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ เท่านั้น ส่วนกระทงความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นยังหาได้มีการวินิจฉัยในเนื้อหาความผิดแต่อย่างใด จะถือว่าได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดฐานนี้แล้วไม่ได้ โจทก์จึงฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นคดีนี้ได้อีก ไม่เป็นฟ้องซ้ำ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)
ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569
อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้
เปิดฎีกานี้ในเว็บ