คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2744/2562
คนต่างด้าวทำสัญญาจะซื้อที่ดินได้ ถูกตัวแทนเชิดเงินไปจึงเป็นผู้เสียหายฟ้องยักยอกได้
หลักที่ได้
กฎหมายที่ดินไม่ได้ห้ามคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยเด็ดขาด สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่คนต่างด้าวทำไว้จึงไม่มีวัตถุประสงค์ต้องห้าม เมื่อผู้รับมอบเงินไปเบียดบังเอาไว้ คนต่างด้าวย่อมเป็นผู้เสียหายที่ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดียักยอกได้
ข้อเท็จจริงย่อ
โจทก์ร่วมเป็นคนต่างด้าว ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับ ก. ในราคา 9,000,000 บาท วางเงินมัดจำ 1,000,000 บาท แล้วโอนเงินอีก 8,000,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย เพื่อให้จำเลยเป็นตัวแทนนำไปชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือแก่ ก. แต่จำเลยไม่นำเงินไปชำระและไม่คืนเงินให้ จำเลยต่อสู้ว่าคนต่างด้าวถือที่ดินไม่ได้ สัญญาจึงมีวัตถุประสงค์ต้องห้าม โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหาย พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
เหตุผลของศาล
- กฎหมายที่ดินไม่ได้ห้ามคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินอย่างเด็ดขาด เพราะยังขออนุญาตต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้
- แม้ไม่ได้รับอนุญาต คนต่างด้าวก็ยังมีสิทธิจำหน่ายที่ดินนั้นต่อไปภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด จึงมีความสามารถทำสัญญาซื้อที่ดินได้
- สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่โจทก์ร่วมทำกับ ก. จึงไม่ใช่นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย
- โจทก์ร่วมโอนเงินให้จำเลยเพื่อเป็นตัวแทนนำไปชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ จำเลยจึงครอบครองเงินของโจทก์ร่วม เมื่อเบียดบังเอาไว้เป็นของตนโดยทุจริตย่อมเป็นความผิดฐานยักยอกและต้องคืนเงิน
- โจทก์ร่วมเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดจึงเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้อง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ย่อคำพิพากษาทางการ
ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 86 บัญญัติว่า "คนต่างด้าวจะได้มาซึ่งที่ดินก็โดยอาศัยบทสนธิสัญญาซึ่งบัญญัติให้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ได้ และอยู่ในบังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ด้วย ภายใต้บังคับมาตรา 84 คนต่างด้าวดังกล่าวจะได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย... ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและวิธีการซึ่งกำหนดโดยกฎกระทรวง และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี" และมาตรา 94 บัญญัติว่า "บรรดาที่ดินที่คนต่างด้าวได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ได้รับอนุญาต ให้คนต่างด้าวนั้นจัดจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดให้ ซึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปี ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนด ให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น และให้นำบทบัญญัติเรื่องการบังคับจำหน่ายที่ดินตามความในหมวด 3 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" แม้โจทก์ร่วมเป็นคนต่างด้าว แต่บทบัญญัติมาตรา 86 แห่ง ป.ที่ดินมิได้ห้ามเด็ดขาดกรณีคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยคนต่างด้าวอาจขออนุญาตต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ และแม้จะไม่ได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน คนต่างด้าวก็ยังมีสิทธิที่จะจำหน่ายที่ดินต่อไปภายในระยะเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดตามมาตรา 94 คนต่างด้าวจึงมีความสามารถในการทำสัญญาเพื่อซื้อที่ดินได้ ดังนี้ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นคนต่างด้าวทำกับ ก. เพื่อซื้อที่ดินจึงไม่ใช่นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย โจทก์ร่วมทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับ ก. ในราคา 9,000,000 บาท ชำระเงินมัดจำ 1,000,000 บาท โจทก์ร่วมในฐานะผู้ซื้อจึงมีหน้าที่ต้องชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่ ก. การที่โจทก์ร่วมโอนเงิน 8,000,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย ก็มีวัตถุประสงค์ให้จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ร่วมนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลืออยู่แก่ ก. จำเลยได้รับมอบเงินของโจทก์ร่วมไว้ในครอบครองของจำเลยแล้ว จำเลยไม่นำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระให้แก่ผู้ขาย แต่จำเลยเบียดบังเอาเงินนั้นไว้เป็นของตนเองโดยทุจริต โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่ง อันถือได้ว่าเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมจึงมีอำนาจร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้อง
โจทก์ร่วมโอนเงิน 8,000,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากของจำเลย เพื่อให้จำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือแก่ ก. แต่จำเลยไม่นำเงินไปชำระ และไม่คืนเงินให้แก่โจทก์ร่วม จำเลยครอบครองเงินของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเงินนั้นเป็นของตนเองโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอกและต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ร่วม
ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 4 ก.ย. 2569
อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้
เปิดฎีกานี้ในเว็บ