คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3390/2562
คดีอาญายกฟ้องเพราะยกประโยชน์แห่งความสงสัย เท่ากับยกฟ้องส่วนแพ่งด้วย ฟ้องแพ่งใหม่เป็นฟ้องซ้ำ
หลักที่ได้
เมื่อศาลในคดีอาญาที่มีคำขอส่วนแพ่งพิพากษายกฟ้องโดยยกประโยชน์แห่งความสงสัย ถือว่าได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นแห่งคดีและยกฟ้องส่วนแพ่งไปด้วย ข้อเท็จจริงนั้นผูกพันโจทก์ร่วม การฟ้องเรียกเงินรายเดียวกันเป็นคดีแพ่งใหม่จึงเป็นฟ้องซ้ำ
ข้อเท็จจริงย่อ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองสมคบกันหลอกลวงโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเสนอขายฝากโจทก์ โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปทำสัญญาขายฝากในราคา 1,500,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองกลับจดทะเบียนขายฝากเพียง 500,000 บาท แล้วหลอกลวงโจทก์ว่าทำในราคา 1,500,000 บาท โจทก์หลงเชื่อมอบเงินให้ไป 1,500,000 บาท ก่อนหน้านี้โจทก์ร้องทุกข์และพนักงานอัยการฟ้องจำเลยทั้งสองฐานฉ้อโกง พร้อมมีคำขอให้ร่วมกันคืนเงินที่ฉ้อโกง โจทก์เข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญานั้น ศาลชั้นต้นเห็นว่าพยานหลักฐานมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดจริงหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยและพิพากษายกฟ้อง ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีนี้ขอติดตามเอาทรัพย์คืน 1,000,000 บาท โดยบรรยายฟ้องกล่าวอ้างถึงคดีอาญาดังกล่าวไว้ชัดเจน
เหตุผลของศาล
- การที่ศาลในคดีอาญายกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยและพิพากษายกฟ้อง เท่ากับได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงซึ่งเป็นประเด็นแห่งคดีแล้วว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง
- ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา จึงเท่ากับยกฟ้องคดีส่วนแพ่งไปแล้วด้วย และข้อเท็จจริงนั้นผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความ
- เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ขอติดตามเอาเงินคืน ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ได้รับเงินไปจากโจทก์หรือไม่จึงเป็นประเด็นเดียวกับคดีอาญา
- การฟ้องคดีนี้จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องในประเด็นที่ศาลในคดีอาญาได้วินิจฉัยมาแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำ
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ย่อคำพิพากษาทางการ
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองสบคบกันหลอกลวงโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเสนอขายฝากโจทก์ โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปทำสัญญาขายฝากในราคา 1,500,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองกลับทำสัญญาและจดทะเบียนขายฝากในราคาเพียง 500,000 บาท แล้วหลอกลวงโจทก์ว่าทำสัญญาและจดทะเบียนขายฝากในราคา 1,500,000 บาท โจทก์หลงเชื่อมอบเงินให้จำเลยทั้งสองไป 1,500,000 บาท โจทก์ร้องทุกข์ดำเนินคดีจำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกง พนักงานอัยการฟ้องจำเลยทั้งสองและมีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินที่ฉ้อโกง โจทก์เข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญา ต่อมาคดีอาญาดังกล่าวศาลชั้นต้นเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดจริงหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยทั้งสองและพิพากษายกฟ้อง เท่ากับว่าได้มีการวินิจฉัยข้อเท็จจริงซึ่งเป็นประเด็นแห่งคดีแล้วว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเห็นว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง และในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งซึ่งศาลต้องถือข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญา จึงเท่ากับยกฟ้องคดีในส่วนแพ่งไปแล้วด้วย ข้อเท็จจริงในคดีอาญานั้นจึงผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องคดีนี้กล่าวอ้างถึงคดีอาญาดังกล่าวไว้ชัดเจน และขอติดตามเอาทรัพย์คืน 1,000,000 บาท ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ได้รับเงิน 1,000,000 บาท ไปจากโจทก์หรือไม่ จึงเป็นประเด็นเดียวกับคดีอาญาดังกล่าว ที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องจำเลยทั้งสองในประเด็นที่ศาลในคดีอาญาได้วินิจฉัยมาแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148
ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569
อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้
เปิดฎีกานี้ในเว็บ