คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1533/2563
ฟอกเงินกับฉ้อโกงประชาชนเป็นคนละกรรม แม้เกี่ยวพันกัน ฟ้องแยกคดีได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
หลักที่ได้
การนำทรัพย์สินที่ได้จากความผิดมูลฐานไปทำธุรกรรมเป็นการกระทำภายหลังและผิดต่อกฎหมายคนละฉบับซึ่งมีเจตนาต่างกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่ใช่กรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท การฟ้องความผิดฐานฟอกเงินเป็นอีกคดีจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ
ข้อเท็จจริงย่อ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันทำธุรกรรมโอนเงิน รับโอนเงิน และถอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร ซึ่งเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ก่อนหน้านี้ได้มีการฟ้องร้องในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนไปแล้ว จำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าการกระทำเป็นกรรมเดียวกับคดีก่อน ฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ
เหตุผลของศาล
- การทำธุรกรรมกับทรัพย์สินที่ได้มาจากความผิดมูลฐาน เป็นการกระทำภายหลังจากมีการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนแล้ว
- แม้เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันหรือต่อเนื่องกัน แต่เป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับ ซึ่งกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีเจตนารมณ์เพื่อตัดวงจรการประกอบอาชญากรรม
- การกระทำของจำเลยที่ 2 แสดงว่ามีเจตนากระทำผิดต่อกฎหมายต่างกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มิใช่กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
- โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานฟอกเงินเป็นคดีนี้ได้ ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ย่อคำพิพากษาทางการ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันทำธุรกรรมโอนเงิน รับโอนเงิน และถอนเงินผ่านบัญชีธนาคารซึ่งเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานฟอกเงิน รูปเรื่องข้อเท็จจริงเป็นการกระทำการภายหลังจากมีการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนแล้ว เป็นการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดดังกล่าว แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวพันหรือต่อเนื่องกัน แต่ก็เป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับกัน โดยตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มีเจตนารมณ์ที่ต้องการแก้ปัญหา เนื่องจากในปัจจุบันผู้ประกอบอาชญากรรมซึ่งกระทำความผิดกฎหมายบางประเภท ได้นำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นมากระทำการในรูปแบบต่าง ๆ อันเป็นการฟอกเงิน เพื่อนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้เป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปได้อีก ทำให้ยากแก่การปราบปรามการกระทำความผิดกฎหมายเหล่านั้น จึงต้องมีการตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 2 แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนากระทำผิดต่อกฎหมายต่างกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อมีการฟ้องร้องในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เป็นคดีนี้ได้ ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ
ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569
อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้
เปิดฎีกานี้ในเว็บ