BearLaw เปิดเว็บเต็ม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2443/2563

ยกที่ดินให้โดยไม่จดทะเบียน แต่ครอบครองเกินสิบปีย่อมได้กรรมสิทธิ์ปรปักษ์

หลักที่ได้

ผู้รับการยกให้ที่ครอบครองโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินสิบปีย่อมได้กรรมสิทธิ์ แม้เข้าใจผิดว่าที่ดินเป็นของตนก็ยังถือว่าครอบครองที่ดินของผู้อื่น

ข้อเท็จจริงย่อ

เจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้จำเลยโดยมิได้จดทะเบียนการยกให้ จำเลยครอบครองทำประโยชน์มาแล้วประมาณ 18 ปี แล้วยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์จนศาลมีคำสั่งให้ที่ดินตกเป็นของจำเลย โดยจำเลยไม่ได้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้โจทก์ เพราะเข้าใจว่ามารดาจำเลยเป็นทายาทเพียงผู้เดียวและถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นทายาทจึงฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาล

เหตุผลของศาล

  1. เมื่อเจ้ามรดกยกที่ดินให้จำเลยและจำเลยครอบครองมาแล้วประมาณ 18 ปี ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ทรัพย์มรดก และไม่มีเหตุที่จำเลยจะต้องครอบครองแทนทายาทอื่น
  2. แม้การยกให้ไม่ได้จดทะเบียน แต่เมื่อครอบครองโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินสิบปี จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ แม้ครอบครองโดยเข้าใจผิดว่าเป็นของตนก็ยังถือว่าครอบครองที่ดินของผู้อื่น
  3. การไม่ส่งหมายให้โจทก์เพราะเข้าใจผิดเรื่องทายาท ไม่ถือว่าไม่สุจริต และเมื่อวินิจฉัยประเด็นหนึ่งแล้วคดีเสร็จไป ศาลไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีก

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ย่อคำพิพากษาทางการ

ท. ยกที่ดินพิพาทให้จำเลย จำเลยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำเลยครอบครองทำประโยชน์มาแล้วประมาณ 18 ปี ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ทรัพย์มรดกของ ท. และไม่มีเหตุที่จำเลยจะต้องครอบครองแทนทายาทคนอื่น โจทก์จึงไม่สามารถขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ที่ได้ดำเนินการมาแล้วโดยชอบได้

ท. ยกที่ดินให้จำเลยโดยมิได้จดทะเบียนการยกให้ แต่เมื่อจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ ท. ยกที่ดินพิพาทให้ด้วยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แม้จำเลยครอบครองโดยเข้าใจผิดว่าที่ดินเป็นของจำเลยก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินของจำเลยเอง หากแต่ต้องถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินของบุคคลอื่น

จำเลยไม่ได้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ เนื่องจากเข้าใจว่ามารดาจำเลยเป็นทายาทแต่เพียงผู้เดียวและถึงแก่ความตายแล้ว ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องว่าโจทก์และทายาทอื่นมีสิทธิในที่ดินดีกว่าจำเลย เมื่อที่ดินมิใช่ทรัพย์มรดกของ ท. ดังนั้น จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการไม่สุจริต

จำเลยให้การว่า ท. ยกที่ดินพิพาทให้และจำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและสามารถอ่านเข้าใจเจตนาของจำเลย ไม่ใช่การบรรยายข้อเท็จจริงที่เป็นการร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินของตนเองหรือขัดกันเอง ดังนั้น คำให้การจึงชัดแจ้ง

การวินิจฉัยคดีเมื่อศาลเห็นสมควรจะหยิบยกประเด็นข้อพิพาทข้อใดขึ้นวินิจฉัยก่อน ย่อมกระทำได้

เมื่อวินิจฉัยประเด็นข้อใดแล้วมีผลให้คดีเสร็จไปแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ป.วิ.พ. มาตรา 142 ไม่ได้บังคับเด็ดขาดว่าศาลจำต้องวินิจฉัยประเด็นตามคำฟ้องทั้งหมด

แม้คำฟ้องของโจทก์ไม่มีข้อความว่าผู้เรียงพิมพ์และลายมือชื่อผู้เรียงพิมพ์ เป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขคำฟ้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งดังกล่าวและได้ดำเนินกระบวนพิจารณากันมาจนเสร็จสิ้นถึงศาลฎีกาแล้ว ตามสำนวนปรากฏว่าโจทก์ได้แต่งตั้ง ด. เป็นทนายความ และ ด. ได้ลงชื่อเป็นผู้เรียงและพิมพ์ในคำแถลงขอส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง จึงพอที่จะฟังได้ว่า ด. เป็นผู้เรียงและพิมพ์คำฟ้อง

ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569

อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้

เปิดฎีกานี้ในเว็บ