BearLaw เปิดเว็บเต็ม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1869/2565

คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม จึงขอยกเว้นค่าธรรมเนียมไม่ได้

หลักที่ได้

คดีที่พนักงานอัยการมีคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ติดมากับฟ้องอาญา หรือผู้เสียหายขอค่าสินไหมทดแทน กฎหมายห้ามเรียกค่าธรรมเนียมอยู่แล้ว จึงนำบทขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลมาใช้ไม่ได้ แต่ถ้าเรียกค่าสินไหมสูงเกินสมควรหรือไม่สุจริต ศาลสั่งให้ชำระค่าธรรมเนียมได้และผู้ร้องจะขอยกเว้นไม่ได้

ข้อเท็จจริงย่อ

พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันลักทรัพย์ ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และร่วมกันบุกรุก กับให้ร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ลักไปเป็นเงิน 668,953.50 บาท ส่วนโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวม 18,835,776.50 บาท พร้อมดอกเบี้ย ในชั้นฎีกาโจทก์ร่วมขอค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมรวม 6,721,806 บาท ได้แก่ ค่าเสียหายกรณีลักไม้ผนังร่วม 270,583 บาท ค่าทรัพย์สินเสียหาย 521,223 บาท ค่าเสียโอกาสในการให้เช่าและอยู่อาศัย 630,000 บาท ค่าเสียหายจากการเพิ่มภาระน้ำหนักกดลงบนโครงสร้างร่วม เสาร่วม คานร่วม ของตึกโจทก์ร่วม 4,000,000 บาท และค่าเสียโอกาสนำบ้านเป็นหลักประกันการกู้เงินธนาคาร 1,300,000 บาท ซึ่งศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำขอเหล่านี้พร้อมแสดงเหตุผลไว้แล้ว โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลและยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2563 ประกอบการไต่สวน

เหตุผลของศาล

  1. คดีนี้เป็นคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ซึ่งมีคำร้องให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินติดมากับฟ้องอาญา และมีคำขอของผู้เสียหายให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งกฎหมายกำหนดมิให้เรียกค่าธรรมเนียมในส่วนคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
  2. เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลมาตั้งแต่ต้น จึงนำบทบัญญัติเรื่องการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ หรือชั้นฎีกามาใช้บังคับไม่ได้
  3. หากผู้เสียหายขอค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควรหรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ศาลมีอำนาจสั่งให้ชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือบางส่วนภายในเวลาที่กำหนด โดยจะขอยกเว้นค่าธรรมเนียมตามคำสั่งนั้นไม่ได้ ถือเป็นบทบังคับเด็ดขาด และหากเพิกเฉยให้ถือว่าทิ้งฟ้องในคดีส่วนแพ่ง
  4. การพิจารณาว่าค่าสินไหมทดแทนที่ขอในชั้นฎีกาสูงเกินสมควรหรือไม่ ศาลนำเหตุผลตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองมาประกอบดุลพินิจได้ โดยไม่ต้องพิจารณาคำร้องที่มีข้อเรียกร้องทำนองเดียวกันซ้ำอีก เมื่อค่าสินไหมที่ขอล้วนเป็นรายการที่ศาลล่างยกคำขอพร้อมแสดงเหตุผลไว้แล้ว จึงเห็นได้ว่ายังคงสูงเกินสมควร

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ย่อคำพิพากษาทางการ

คดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันบุกรุก และให้จำเลยร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ลักไปเป็นเงิน 668,953.50 บาท ส่วนโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 18,835,776.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม จึงเป็นคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ซึ่งมีคำร้องให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินติดมากับฟ้องอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 หรือมีคำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต้องด้วยบทบัญญัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 253 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดมิให้เรียกค่าธรรมเนียมในส่วนของการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา กรณีจึงไม่อาจนำบทบัญญัติการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ หรือชั้นฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 254 วรรคสอง มาใช้บังคับ เพราะโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในส่วนของการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญามาตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตามหากโจทก์ร่วมขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควรหรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต บทบัญญัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 253 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ศาลมีอำนาจสั่งให้โจทก์ร่วมชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่เฉพาะบางส่วนภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้ โดยโจทก์ร่วมไม่อาจขอยกเว้นค่าธรรมเนียมตามคำสั่งศาลในกรณีเช่นนี้ได้ ถือเป็นบทบังคับเด็ดขาด เพราะหากโจทก์ร่วมเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องในคดีส่วนแพ่ง

การพิจารณาว่าโจทก์ร่วมเรียกค่าสินไหมทดแทนในชั้นฎีกาสูงเกินสมควรหรือไม่ ศาลชอบที่จะนำเหตุผลตามคำวินิจฉัยของคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มาประกอบดุลพินิจ โดยไม่จำต้องพิจารณาตามคำร้องฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2563 ของโจทก์ร่วมที่ยื่นประกอบการไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมที่มีข้อเรียกร้องทำนองเดียวกันซ้ำอีก คดีในส่วนแพ่งชั้นฎีกาโจทก์ร่วมขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมเป็นค่าเสียหายกรณีลักไม้ผนังร่วม 270,583 บาท ค่าทรัพย์สินเสียหาย 521,223 บาท ค่าเสียโอกาสในการให้เช่าและอยู่อาศัย 630,000 บาท ค่าเสียหายจากการเพิ่มภาระน้ำหนักกดลงบนโครงสร้างร่วม เสาร่วม คานร่วม ของตึกโจทก์ร่วม 4,000,000 บาท ค่าเสียโอกาสนำบ้านเป็นหลักประกันการกู้เงินธนาคารเพื่อนำมาประกอบธุรกิจ 1,300,000 บาท รวมเป็นเงิน 6,721,806 บาท ซึ่งล้วนเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำขอพร้อมแสดงเหตุแห่งการยกคำขอไว้เพียงพอให้เห็นได้ว่าค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมขอในชั้นฎีกายังคงสูงเกินสมควร

ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569

อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้

เปิดฎีกานี้ในเว็บ