คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3513 - 3526/2565
ระเบียบที่ให้ "พิจารณา" ขึ้นเงินบำนาญ เป็นดุลพินิจ ไม่ใช่หน้าที่ต้องขึ้นให้ทุกปี
หลักที่ได้
ถ้อยคำว่าจะได้รับการพิจารณาขึ้นเงินบำนาญ ย่อมขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้พิจารณา มิใช่บทบังคับให้ต้องปรับขึ้นทุกปี และเมื่อผู้รับใบอนุญาตกระทำการแทนโรงเรียนในขอบอำนาจในฐานะผู้แทนนิติบุคคล ย่อมไม่ต้องร่วมรับผิดเป็นส่วนตัว
ข้อเท็จจริงย่อ
ระเบียบโรงเรียนของมูลนิธิจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2549 ข้อ 15 ระบุว่าครูที่ได้รับบำนาญจะได้รับการพิจารณาขึ้นเงินบำนาญทุกปีการศึกษาใหม่ในอัตรา 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินบำนาญที่ได้รับในเดือนพฤษภาคม โจทก์ทั้งสิบสี่ซึ่งเป็นครูโรงเรียนเอกชนและเป็นลูกจ้างฟ้องขอให้ปรับขึ้นเงินบำนาญในอัตราดังกล่าวทุกปีการศึกษา โดยฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียน และฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะโรงเรียนเอกชนซึ่งเป็นนิติบุคคลและเป็นนายจ้าง โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้แทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในขอบอำนาจ
เหตุผลของศาล
- ข้อความในระเบียบที่ว่าจะได้รับการพิจารณาขึ้นเงินบำนาญ ระบุชัดว่าการปรับขึ้นทุกปีการศึกษาใหม่ต้องได้รับการพิจารณาเสียก่อน
- คำว่าพิจารณาหมายถึงตรวจตรา ตริตรอง สอบสวน ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้พิจารณาว่าสมควรปรับเพิ่มหรือไม่ ระเบียบจึงมิใช่บทบังคับให้ต้องปรับขึ้นในอัตราร้อยละ 10 ทุกปีการศึกษา
- กฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตมีฐานะเป็นผู้แทนของโรงเรียนและให้ดำเนินการให้มีคณะกรรมการบริหาร โดยไม่ได้กำหนดเรื่องความรับผิดของผู้รับใบอนุญาตไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องบังคับตามหลักทั่วไปเรื่องผู้แทนนิติบุคคลและตัวแทน
- เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้แทนเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในขอบอำนาจ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ย่อคำพิพากษาทางการ
ระเบียบโรงเรียนของมูลนิธิจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2549 ข้อ 15 ระบุไว้ว่า ครูที่ได้รับบำนาญจะได้รับการพิจารณาขึ้นเงินบำนาญทุกปีการศึกษาใหม่ในอัตรา 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินบำนาญที่ได้รับในเดือนพฤษภาคม ข้อกำหนดดังกล่าวชัดแจ้งว่า การจะได้รับการปรับขึ้นเงินบำนาญในทุกปีการศึกษาใหม่จะต้องได้รับการพิจารณาเสียก่อน
คำว่า "พิจารณา" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายความว่า ตรวจตรา ตริตรอง สอบสวน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจตรา หรือตริตรอง หรือสอบสวน ก็ย่อมต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้พิจารณาเป็นสำคัญว่า สมควรปรับเพิ่มเงินบำนาญแก่ครูผู้มีสิทธิรับบำนาญหรือไม่ ระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวหาใช่บทกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 ต้องปรับขึ้นเงินบำนาญให้แก่โจทก์ทั้งสิบสี่ในอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญทุกปีการศึกษาใหม่ไม่
ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนในระบบและเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนและจำเลยที่ 1 เป็นผู้แทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มาตรา 24 เมื่อ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนเอกชนในระบบมีฐานะเป็นผู้แทนของโรงเรียน และการดำเนินกิจการของโรงเรียน ให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการให้มีคณะกรรมการบริหารเพื่อบริหารกิจการโรงเรียนโดยที่ไม่ได้กำหนดเรื่องความรับผิดของผู้รับใบอนุญาตไว้เป็นการเฉพาะต่างหาก จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ประกอบมาตรา 820
โจทก์ทั้งสิบสี่ซึ่งเป็นครูโรงเรียนเอกชนและเป็นลูกจ้างฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับใบรับอนุญาตและฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะโรงเรียนเอกชนและเป็นนายจ้าง เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในขอบอำนาจ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3
ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569
อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้
เปิดฎีกานี้ในเว็บ