BearLaw เปิดเว็บเต็ม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3689/2565

พ้นกำหนดบังคับคดีจำนอง ไม่เปิดทางให้ฟ้องหนี้เดิมใหม่

หลักที่ได้

การที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาพ้นระยะเวลาบังคับคดี แม้ทรัพยสิทธิจำนองยังคงอยู่ ก็ไม่ทำให้มีสิทธิรื้อฟ้องลูกหนี้เดิมตามมูลกู้และจำนองที่ศาลพิพากษาตามยอมถึงที่สุดแล้วอีก คดีใหม่ยังเป็นฟ้องซ้ำ

ข้อเท็จจริงย่อ

คดีก่อนธนาคาร ศ. ฟ้องจำเลยเรื่องยืมและจำนอง แล้วทำสัญญายอมให้ชำระหนี้และยึดทรัพย์จำนองหากผิดนัด ศาลพิพากษาตามยอม ภายหลังโจทก์รับโอนสิทธิและเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดทรัพย์เพราะพ้นระยะบังคับคดี ศาลฎีกายกคำร้องเพิกถอนคำสั่งนั้นโดยระบุว่าทรัพยสิทธิจำนองยังอยู่ โจทก์จึงฟ้องใหม่ให้จำเลยชำระวงเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ย

เหตุผลของศาล

  1. สิทธิเรียกร้องตามหนี้กู้และจำนองได้รับการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดในคำพิพากษาตามยอมแล้ว
  2. การพ้นกำหนดบังคับคดีทำให้โจทก์สิ้นสิทธิบังคับตามคำพิพากษา แม้ทรัพยสิทธิจำนองอาจยังใช้ยันบุคคลได้ แต่ไม่เปลี่ยนคดีใหม่ให้เป็นขั้นตอนบังคับคดีเดิม
  3. โจทก์ในฐานะผู้รับโอนกลับมาฟ้องลูกหนี้เดิมจากทรัพย์และเหตุเดียวกัน จึงเป็นการรื้อร้องประเด็นที่ถึงที่สุดและเป็นฟ้องซ้ำ

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ย่อคำพิพากษาทางการ

คดีก่อนธนาคาร ศ. เป็นโจทก์ ฟ้องจำเลยให้รับผิดเรื่องยืม จำนอง แต่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจำเลยตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดยอมให้โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์จำนองตามฟ้องและทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาด และศาลแพ่งพิพากษาตามยอม กรณีถือได้ว่าประเด็นแห่งคดีได้มีการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วโดยคำพิพากษาตามยอมนั้น การที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้างต้นเป็นเรื่องธนาคาร ศ. ชอบที่จะต้องดำเนินการในชั้นบังคับคดีในคดีเดิม ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าภายหลังจากที่ศาลแพ่งมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีเดิม โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินออกขายทอดตลาดแต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากพ้นระยะเวลาบังคับคดี โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งท้ายที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยกคำร้องโดยวินิจฉัยว่าโจทก์สิ้นสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินจำนองของจำเลย อย่างไรก็ตามทรัพยสิทธิจำนองยังคงอยู่ โจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือคนภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองต่อไปได้ หลังจากนั้นจำเลยไม่ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามวงเงินที่จำนองพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญาจำนองหรือไม่ เพียงใด คำฟ้องของโจทก์กรณีนี้หาใช่เป็นคำฟ้องในกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาแต่อย่างใดไม่ เมื่อความปรากฏว่าคดีเดิมธนาคาร ศ. ฟ้องโดยใช้สิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้กู้ยืมและสัญญาจำนองโดยในคดีก่อนเป็นทรัพย์จำนองรายเดียวกันกับทรัพย์จำนองในคดีนี้ และโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องนี้มาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ซึ่งรับโอนมาจากธนาคาร ศ. โจทก์เดิมอีกทอดหนึ่ง จึงเป็นกรณีคู่ความเดียวกันในคดีก่อนซึ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว รื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569

อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้

เปิดฎีกานี้ในเว็บ