คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 512/2565
แปลเจตนาจากคำฟ้องโดยรวม พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมและให้ส่งมอบที่ดินไม่เกินคำขอ
หลักที่ได้
เมื่อพิจารณาคำฟ้องโดยรวมแล้วแปลเจตนาได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้เพิกถอนนิติกรรมและส่งมอบทรัพย์ในสภาพที่เพิกถอนแล้ว การพิพากษาเช่นนั้นย่อมไม่เกินคำขอ
ข้อเท็จจริงย่อ
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่คู่สมรสทำสัญญายกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ คำขอท้ายฟ้องมีเพียงว่าให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาท หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา แต่ในคำฟ้องบรรยายว่านำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาให้ที่ดินและให้ส่งมอบโฉนด นิติกรรมรายนี้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
เหตุผลของศาล
- เมื่อพิจารณาคำฟ้องโดยรวมประกอบกัน แปลเจตนาได้ว่าโจทก์ประสงค์ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินในสภาพที่มีการเพิกถอนนิติกรรมการให้เรียบร้อยแล้ว
- เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้องและนิติกรรมทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด ศาลย่อมพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ทั้งหมด และที่ดินย่อมกลับตกเป็นกรรมสิทธิ์เดิม จำเลยจึงต้องส่งมอบที่ดินพร้อมโฉนด การพิพากษาเช่นนี้ไม่เกินคำขอ
- เมื่อเพิกถอนรายการจดทะเบียนแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการได้เองและกรรมสิทธิ์กลับคืนโดยผลของคำพิพากษา จึงไม่จำต้องสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยอีก
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ย่อคำพิพากษาทางการ
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 โดยอ้างว่า ส. ทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ ส. ให้แก่จำเลยโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะมีเพียงว่าให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาท หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้องโดยรวมที่โจทก์บรรยายว่านำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาให้ที่ดินพิพาทระหว่าง ส. กับจำเลย และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวประกอบด้วยแล้วแปลเจตนาของโจทก์ได้ว่าโจทก์ประสงค์ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์ในสภาพที่มีการเพิกถอนนิติกรรมการให้เรียบร้อยแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องและนิติกรรมรายนี้มีการทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ ทำเป็นหนังสือสัญญาและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลก็ย่อมพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ทำตามแบบดังกล่าวได้ทั้งหมด และเมื่อนิติกรรมการให้ถูกเพิกถอนก็ย่อมทำให้ที่ดินพิพาทกลับตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์กับ ส. ดังเดิม จำเลยไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทอีกต่อไป จึงต้องส่งมอบที่ดินพร้อมโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนการให้ระหว่าง ส. กับจำเลยในสารบัญการจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินพิพาท และให้จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์ด้วยนั้นไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใด
เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนการให้ในสารบัญการจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานที่ดินสามารถดำเนินการได้เองตาม ป.ที่ดิน และที่ดินพิพาทย่อมกลับมีชื่อของ ส. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยผลของคำพิพากษา ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องบังคับให้จำเลยต้องปฏิบัติโดยการแสดงเจตนาอีก จึงไม่จำต้องสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย
ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569
อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้
เปิดฎีกานี้ในเว็บ