BearLaw เปิดเว็บเต็ม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4044 - 4046/2566

ยกที่ดินสินสมรสให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์แทน ไม่ใช่การจัดการสินสมรสโดยมิชอบที่ต้องฟ้องเพิกถอนภายใน 1 ปี

หลักที่ได้

ถ้าการยกที่ดินสินสมรสให้ผู้อื่นเป็นเพียงการให้ถือกรรมสิทธิ์แทน ไม่ใช่การยกให้โดยเด็ดขาด ก็ไม่ใช่การจัดการสินสมรสโดยมิชอบที่ต้องฟ้องเพิกถอนภายใน 1 ปี คู่สมรสอีกฝ่ายมีสิทธิติดตามเอาคืนและขอลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมได้ตลอดเวลา แต่คำพิพากษาย่อมไม่ผูกพันบุคคลภายนอกที่ไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลย

ข้อเท็จจริงย่อ

โจทก์เป็นคู่สมรสของจำเลยที่ 1 ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอม ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้และให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 1 จำเลยต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความเพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้องภายในกำหนดนับแต่รู้เหตุ และเป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน กับคดีก่อนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องนาง อ. เรียกโฉนดที่ดินคืน และกับอีกคดีหนึ่งที่โจทก์เคยฟ้องเกี่ยวกับที่ดินคนละแปลง ข้อเท็จจริงได้ความว่าการยกให้ครั้งนี้เป็นการให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำที่ดินไปทำนิติกรรมกับนาย พ. และนาย ช. ซึ่งโจทก์ไม่ได้ฟ้องเป็นจำเลยด้วย และขณะฟ้องจำเลยที่ 2 ยังถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสองแปลงร่วมกับนาย ช.

เหตุผลของศาล

  1. โจทก์ฟ้องโดยอาศัยสิทธิของคู่สมรสในการจัดการสินสมรส หากฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 จัดการสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอม โจทก์ย่อมขอให้เพิกถอนนิติกรรมและขอลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมได้ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยเช่นนั้นจึงไม่ใช่การวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น
  2. คดีก่อนมิใช่โจทก์คนเดียวกันและมิใช่เรื่องเดียวกัน ส่วนอีกคดีแม้โจทก์คนเดียวกันแต่เป็นที่ดินคนละแปลงและคนละประเด็น ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ
  3. เมื่อการยกให้เป็นเพียงการให้ถือกรรมสิทธิ์แทน ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการยกให้โดยเด็ดขาด จึงมิใช่การจัดการสินสมรสโดยมิชอบที่ต้องฟ้องเพิกถอนภายใน 1 ปีนับแต่รู้เหตุ โจทก์มีสิทธิติดตามเอาคืนได้ตลอดเวลา คดีจึงไม่ขาดอายุความ
  4. แม้โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำกับนาย พ. และนาย ช. แต่การเพิกถอนกระทบสิทธิบุคคลภายนอก เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องบุคคลเหล่านั้นเป็นจำเลย ผลของคำพิพากษาจึงบังคับแก่บุคคลภายนอกไม่ได้ คงบังคับได้เพียงให้ลงชื่อโจทก์ในโฉนดเฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 2 ยังถือกรรมสิทธิ์อยู่

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ย่อคำพิพากษาทางการ

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 จัดการสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ อันเป็นการอาศัยสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 จัดการสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์สามารถฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ตามมาตรา 1480 และหากศาลเพิกถอนนิติกรรมย่อมเกิดผลที่โจทก์สามารถร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมกันในเอกสารได้ตาม มาตรา 1475 การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเป็นการวินิจฉัยที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นข้อพิพาทในคดี กรณีมิใช่การวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือพิพากษาเกินไปกว่าคำฟ้อง

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้และขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินพิพาท ส่วนคดีก่อนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องนาง อ. เรียกโฉนดที่ดินคืน กรณีมิใช่เป็นโจทก์คนเดียวกัน ทั้งมิใช่เรื่องเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน และดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ส่วนอีกคดีแม้จะเป็นโจทก์คนเดียวกันฟ้อง แต่ที่ดินคนละแปลงกัน ประเด็นที่วินิจฉัยมิใช่เรื่องเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีดังกล่าว

การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 กรณียังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการยกให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเด็ดขาด จึงมิใช่การจัดการสินสมรสโดยมิชอบที่จะต้องฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคสอง เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมในเอกสารสำคัญตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 1475 ได้ โดยโจทก์มีสิทธิตลอดเวลาไม่ว่าจะช้านานเท่าใดที่จะติดตามเอาคืนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ เมื่อยังปรากฏชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในสารบาญโฉนดที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิ โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ในสารบาญโฉนดที่ดินพิพาทได้

แม้คดีจะฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ก็ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปทำนิติกรรมใด ๆ โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับนาย พ. และนาย ช. หรือติดตามเอาคืนทรัพย์สินของโจทก์ได้ แต่การเพิกถอนนิติกรรมย่อมกระทบถึงสิทธิของนาย พ. และนาย ช. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องนาย พ. และนาย ช. เป็นจำเลยด้วยผลของคำพิพากษาไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกคดีได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว ฯ มาตรา 182/1 วรรคสอง แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ยังถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงร่วมกับนาย ช. โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้ลงชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ได้

ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569

อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้

เปิดฎีกานี้ในเว็บ