BearLaw เปิดเว็บเต็ม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 585 - 586/2566

หมดสภาพผู้ถือหุ้นระหว่างพิจารณา อำนาจฟ้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมย่อมหมดลง

หลักที่ได้

ผู้ถือหุ้นมีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมได้ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง แต่เมื่อระหว่างพิจารณาหุ้นถูกริบและขายทอดตลาดจนพ้นสภาพผู้ถือหุ้น อำนาจฟ้องย่อมหมดลง และเมื่อคำขอท้ายฟ้องไม่อยู่ในวิสัยที่จะบังคับได้ ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

ข้อเท็จจริงย่อ

ขณะยื่นคำฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 โจทก์มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลย โดยอ้างว่าจำเลยจัดประชุมเพื่อเพิ่มทุนจดทะเบียนโดยไม่ชอบ แย่งสิทธิการถือหุ้นและอำนาจบริหารของโจทก์ และขอให้ใช้จำนวนและอำนาจกรรมการชุดเดิมก่อนวันดังกล่าวต่อไป แต่ระหว่างพิจารณาได้ความว่าจำเลยริบหุ้นของโจทก์ทั้งหมดออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 เพราะโจทก์ค้างชำระค่าหุ้น และโจทก์ได้ขอรับเงินค่าหุ้นส่วนที่เหลือจากการขายทอดตลาดแล้ว ส่วนคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องว่าการริบและขายทอดตลาดหุ้นเป็นการลักทรัพย์และรับของโจร ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องถึงที่สุด นอกจากนี้โจทก์ลาออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการก่อนมีการประชุมตามฟ้อง และเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดและเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่แล้ว โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ปัญหานี้

เหตุผลของศาล

  1. ขณะยื่นฟ้องโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นและอ้างว่าถูกแย่งสิทธิการถือหุ้นและอำนาจบริหาร ถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง จึงมีอำนาจฟ้อง
  2. แต่เมื่อหุ้นของโจทก์ถูกริบและขายทอดตลาดไปแล้ว โจทก์รับเงินส่วนที่เหลือไปแล้ว และศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิด โจทก์จึงไม่มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นอีกต่อไป ทั้งลาออกจากกรรมการผู้จัดการก่อนการประชุมตามฟ้อง อำนาจฟ้องของโจทก์จึงหมดลง
  3. เมื่อจำเลยแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดและเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่แล้ว กรรมการชุดเดิมที่โจทก์ขอให้กลับมามีอำนาจย่อมหมดสภาพไป คำขอท้ายฟ้องจึงไม่อยู่ในวิสัยที่จะบังคับคดีให้เป็นไปได้
  4. ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ย่อคำพิพากษาทางการ

ขณะยื่นคําฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นโจทก์มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลย โดยอ้างว่าจำเลยจัดประชุมเพื่อเพิ่มทุนจดทะเบียนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แย่งสิทธิการถือหุ้นและอำนาจบริหารของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ แต่เมื่อระหว่างพิจารณาได้ความว่า จำเลยริบหุ้นของโจทก์ทั้งหมดออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 เนื่องจากโจทก์ค้างชําระค่าหุ้น ต่อมาโจทก์ได้ขอรับเงินค่าหุ้นส่วนที่เหลือจากการขาดทอดตลาดแล้ว และคดีอาญาซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยและกรรมการจำเลยว่าร่วมกันลักทรัพย์โดยการริบหุ้นของโจทก์ทั้งหมดและนําหุ้นดังกล่าวออกขายทอดตลาดและรับของโจร ศาลฎีกามีคําพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยและกรรมการจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจร โจทก์จึงไม่มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยอีกต่อไป ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ลาออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยแล้วก่อนที่จะมีการจัดประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นตามฟ้อง จึงถือว่าโจทก์ไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงที่จะยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นในคดีนี้อีกต่อไป อำนาจฟ้องของโจทก์จึงหมดลง

นอกจากนี้ การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 โดยขอให้ใช้จำนวนและอำนาจกรรมการชุดเดิมก่อนวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 มีผลบังคับและมีอำนาจต่อไป ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยจดทะเบียนแปรสภาพเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด กรรมการชุดเดิมซึ่งถูกแต่งตั้งตามมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 จึงหมดสภาพไปแล้วเนื่องจากจำเลยได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และได้มีการเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่แล้ว คําขอท้ายฟ้องของโจทก์จึงไม่อยู่ในวิสัยที่จะบังคับคดีให้เป็นไปได้อีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคําขอท้ายฟ้องได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569

อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้

เปิดฎีกานี้ในเว็บ