BearLaw เปิดเว็บเต็ม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2528/2567

พักหนี้เช่าซื้อที่ยืดงวดสุดท้ายโดยผู้ค้ำไม่ยินยอม ทำให้ผู้ค้ำหลุดพ้น

หลักที่ได้

มาตรการช่วยลูกหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นการขอความร่วมมือและต้องดูเจตนาคู่สัญญา หากพักงวดแล้วเลื่อนวันชำระเสร็จออกไป ย่อมเป็นการผ่อนเวลา เมื่อผู้ค้ำประกันไม่ได้ตกลงยินยอม ผู้ค้ำหลุดพ้นจากความรับผิด

ข้อเท็จจริงย่อ

โจทก์แจ้งจำเลยที่ 1 ว่าจะพักเงื่อนไขชำระค่าเช่าซื้อ 6 งวดตั้งแต่เมษายนถึงกันยายน 2563 แล้วให้เริ่มชำระต่อในเดือนตุลาคม แม้จำนวนรวมยังเป็น 72 งวด แต่งวดสุดท้ายเลื่อนจากเดือนธันวาคม 2567 เป็นมิถุนายน 2568 หนังสือเปิดโอกาสให้จำเลยที่ 1 ปฏิเสธมาตรการ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันตกลงยินยอม

เหตุผลของศาล

  1. มาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ใช่คำสั่งบังคับสถาบันการเงิน และหนังสือของโจทก์เองแสดงว่าการพักหนี้ขึ้นอยู่กับเจตนาคู่สัญญา
  2. แม้จำนวนงวดเท่าเดิม แต่การเลื่อนงวดสุดท้ายออกไป 6 เดือนทำให้เจ้าหนี้ยังฟ้องผิดนัดช่วงพักไม่ได้และผู้ค้ำต้องผูกพันนานขึ้น จึงเป็นการผ่อนเวลา
  3. การผ่อนเวลาที่กระทบผู้ค้ำต้องได้ความยินยอมจากผู้ค้ำ เมื่อไม่ปรากฏความยินยอม จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากสัญญาค้ำประกัน

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ย่อคำพิพากษาทางการ

มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งไปยังสถาบันการเงินตามสำเนาหนังสือธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่มีลักษณะเป็นคำสั่งการที่บังคับให้สถาบันการเงินต้องปฏิบัติ หากแต่เป็นเพียงการขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินเท่านั้น และตามสำเนาหนังสือธนาคารแห่งประเทศไทย ลงวันที่ 26 มีนาคม 2563 ข้อ 2 (3) ระบุชัดเจนว่าการดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ตามมาตรการนี้ สถาบันการเงินไม่จำเป็นต้องขยายระยะเวลาการชำระหนี้เสร็จสิ้นตามสัญญา แต่หากมีการขยายระยะเวลาการชำระหนี้เสร็จสิ้นตามสัญญาออกไปก็ขอให้ถือปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เกี่ยวกับหลักประกันและผู้ค้ำประกัน การที่โจทก์มีหนังสือแจ้งผลการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปยังจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ตามที่กำหนดในสัญญาเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนเมษายน 2563 ถึงงวดเดือนกันยายน 2563 รวม 6 งวด แล้วให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดเดือนตุลาคม 2563 ถึงงวดเดือนมิถุนายน 2568 แทนนั้น แม้จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงจำนวนงวดที่ต้องชำระค่าเช่าซื้อ เพราะจำเลยที่ 1 ยังต้องชำระค่าเช่าซื้อให้เสร็จสิ้นภายใน 72 งวด แต่ก็เป็นผลให้ในระหว่างนี้โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาเช่าซื้อโดยถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดได้ และการจะพักชำระหนี้ตามมาตรการดังกล่าวหรือไม่ยังต้องคำนึงถึงเจตนาของคู่สัญญาเป็นสำคัญ ดังจะเห็นได้จากข้อความตอนท้ายของหนังสือที่โจทก์มีไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ให้จำเลยที่ 1 แสดงความไม่ประสงค์ให้โจทก์ทราบภายในกำหนดด้วย อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าการพักชำระหนี้ค่าเช่าซื้อแต่ละงวดเป็นเพียงชะลอการผิดนัดของลูกหนี้ในระหว่างสัญญาเท่านั้น เมื่อค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายที่เดิมถึงกำหนดชำระเดือนธันวาคม 2567 ถูกขยายระยะเวลาไปอีก 6 เดือน เป็นเดือนมิถุนายน 2568 การพักชำระหนี้ตามมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีลักษณะเป็นการผ่อนเวลาชำระหนี้ อันเป็นผลให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันต้องรับภาระผูกพันตามสัญญายาวนานขึ้นจากที่ระบุในสัญญา หากโจทก์จะให้ความช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ ด้วยการขยายระยะเวลาชำระหนี้เสร็จสิ้นอันเป็นการผ่อนเวลาออกไปในส่วนของจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันนั้นก็ต้องอยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 700 วรรคหนึ่ง คือ ต้องให้จำเลยที่ 2 ตกลงด้วยในการผ่อนเวลานั้น การที่โจทก์เพียงมีหนังสือแจ้งผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ด้วยการขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ตกลงยินยอมในการขยายระยะเวลาชำระหนี้ด้วย จึงมีผลให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันไปตามบทกฎหมายดังกล่าว

ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569

อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้

เปิดฎีกานี้ในเว็บ