BearLaw เปิดเว็บเต็ม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3306/2567

ผู้จัดการปรับลูกน้องนอกข้อบังคับแต่ไม่ร้ายแรง เลิกจ้างโดยไม่เตือนต้องจ่ายชดเชย

หลักที่ได้

การลงโทษปรับพนักงานทั้งที่ข้อบังคับไม่มีโทษดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับ แต่ความร้ายแรงต้องดูพฤติการณ์ เมื่อทำเพื่อแก้การปฏิบัติงาน ไม่มีหลักฐานนำเงินไปใช้ส่วนตัว และปรับครั้งละเล็กน้อย ย่อมไม่ใช่กรณีร้ายแรง นายจ้างที่ไม่เคยเตือนเป็นหนังสือต้องจ่ายค่าชดเชยและสิทธิวันหยุดคงเหลือพร้อมดอกเบี้ย

ข้อเท็จจริงย่อ

โจทก์เป็นผู้จัดการภาคดูแลพนักงานขาย ที่ประชุมพนักงานขายมีมติปรับเงินผู้ใต้บังคับบัญชาที่ทำผิดหรือทำงานบกพร่องครั้งละประมาณ 300 บาท ทั้งที่ข้อบังคับของจำเลยกำหนดโทษทางวินัยไว้ 7 ประการแต่ไม่มีโทษปรับ ไม่พบหลักฐานชัดว่าโจทก์นำเงินไปใช้ส่วนตัว จำเลยเลิกจ้างโดยไม่เคยเตือนเป็นหนังสือ และโจทก์เหลือวันหยุดพักผ่อน 1.5 วัน

เหตุผลของศาล

  1. โจทก์รู้ว่าต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ การกำหนดโทษปรับที่ไม่มีในข้อบังคับจึงเป็นการฝ่าฝืน
  2. แต่ผู้ถูกปรับทำผิดจริง จำนวนเงินไม่สูง และไม่มีหลักฐานนำไปใช้ส่วนตัว เป้าหมายคือให้ทำงานถูกต้อง พฤติการณ์จึงไม่ถึงขั้นร้ายแรง
  3. เมื่อไม่เคยเตือนเป็นหนังสือ นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยนับแต่วันเลิกจ้าง และจ่ายค่าจ้างวันหยุดคงเหลือเมื่อพ้นกำหนด พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ย่อคำพิพากษาทางการ

ระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย หมวดที่ 10 ระเบียบวินัยและมาตรการในการลงโทษทางวินัย ข้อ 14 กำหนดโทษสำหรับพนักงานที่กระทำผิดวินัยไว้ทั้งสิ้น 7 ประการ โดยไม่มีเรื่องการลงโทษปรับเงิน แต่การที่โจทก์ลงโทษปรับเงินผู้ใต้บังคับบัญชานั้นเกิดจากมติของที่ประชุมพนักงานขาย อีกทั้งโจทก์เบิกความยอมรับว่า ในการทำงานโจทก์ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย และทราบว่าจำเลยมีปรัชญาและสำนึกในการปฏิบัติงาน รวมทั้งโจทก์ได้ลงชื่อในเอกสารความผูกพันส่วนตัวของข้าพเจ้าต่อ "ปรัชญาและสำนึกในการปฏิบัติงาน" (The spirit & The Letter หรือ S&L) ไว้ด้วย แสดงให้เห็นว่า โจทก์ทราบอย่างดีว่าจำเลยให้ความสำคัญกับการที่พนักงานของจำเลยทุกคนซึ่งรวมถึงตัวโจทก์จะต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับการทำงานซึ่งรวมถึงการลงโทษพนักงานที่กระทำความผิดอย่างเคร่งครัด การที่โจทก์ประชุมพนักงานขายแล้วมีมติให้ลงโทษปรับพนักงานที่กระทำความผิด ซึ่งเป็นโทษที่ไม่ได้กำหนดไว้ในข้อบังคับการทำงานของจำเลยเป็นการกระทำโดยพลการ จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย แต่การจะพิจารณาว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่นั้น ต้องคำนึงถึงลักษณะของการกระทำ พฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เป็นแต่ละกรณีไปว่าเป็นกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่ เมื่อโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการภาค มีหน้าที่ดูแลพนักงานขายและบริหารยอดขาย และทางสอบสวนของจำเลยไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่าโจทก์นำเงินของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปรับมาได้ไปใช้เพื่อประโยชน์ของโจทก์หรือบุคคลอื่นอย่างชัดเจน ทั้งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งว่า พนักงานที่ถูกลงโทษปรับเงินเป็นพนักงานที่กระทำความผิดหรือปฏิบัติงานคลาดเคลื่อน บกพร่องจริง การลงโทษปรับประมาณครั้งละ 300 บาท แสดงว่าโจทก์ลงโทษปรับเงินเพื่อต้องการให้พนักงานปฏิบัติให้ถูกต้องตามหน้าที่และระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีที่ร้ายแรง และเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เคยตักเตือนเป็นหนังสือมาก่อน จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (5)

โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยนับแต่วันเลิกจ้าง เมื่อจำเลยไม่ชำระภายในกำหนด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้าง โจทก์ยังคงเหลือวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิจำนวน 1.5 วัน จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่เลิกจ้างตามส่วนให้แก่โจทก์ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 67 วรรคหนึ่ง โดยโจทก์มีสิทธิได้รับเงินจำนวนดังกล่าวเมื่อพ้นกำหนดสามวันนับแต่วันที่เลิกจ้าง ตามมาตรา 70 วรรคสอง เมื่อจำเลยไม่ชำระภายในกำหนด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง นับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2563 ซึ่งเป็นเวลาเมื่อพ้นกำหนดสามวันนับแต่วันที่เลิกจ้าง

ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569

อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้

เปิดฎีกานี้ในเว็บ