BearLaw เปิดเว็บเต็ม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4765/2567

ซื้อที่ดินแล้วเนื้อที่ขาดเกิน 5% — เลือกยึดถือไว้และเรียกเงินส่วนเกินคืนฐานลาภมิควรได้ (อายุความ ม.419 ไม่ใช่ ม.467)

หลักที่ได้

ซื้อขายที่ดินโดยถือเนื้อที่ตามโฉนด เมื่อส่งมอบขาดเกินร้อยละ 5 ผู้ซื้อเลือกรับไว้และใช้ราคาตามส่วนได้ตาม ป.พ.พ. ม.466 เงินที่จ่ายเกินเรียกคืนได้ฐานลาภมิควรได้ ใช้อายุความ 1 ปีนับแต่รู้สิทธิตาม ม.419 ไม่ใช่อายุความ 1 ปีนับแต่ส่งมอบตาม ม.467

ข้อเท็จจริงย่อ

ผู้ซื้อซื้อที่ดินในเมืองราคา 38 ล้านบาท โดยโฉนดระบุเนื้อที่ 235 ตารางวา ภายหลังรังวัดพบว่าเนื้อที่จริงขาดไปเกินกว่าร้อยละ 5 ผู้ซื้อเลือกรับที่ดินไว้แล้วฟ้องเรียกเงินค่าที่ดินส่วนที่จ่ายเกินคืน ผู้ขายต่อสู้ว่าเป็นการซื้อเหมาแปลงและฟ้องขาดอายุความ 1 ปีนับแต่ส่งมอบ

เหตุผลของศาล

  1. การตีความสัญญาต้องเพ่งเล็งเจตนาอันแท้จริงและตีความตามความประสงค์ในทางสุจริตตาม ม.171 และ ม.368 — ที่ดินราคาสูงซื้อเพื่อพัฒนาโครงการ ย่อมคิดราคาต่อตารางวา ไม่ใช่เหมาแปลง
  2. เมื่อส่งมอบเนื้อที่ขาดเกินร้อยละ 5 ผู้ซื้อมีสิทธิเลือกบอกปัดหรือรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนตาม ม.466 เมื่อเลือกรับไว้ ผู้ขายต้องคืนเงินส่วนที่รับเกินฐานลาภมิควรได้ และตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อถูกเรียกคืนแล้วไม่คืนตาม ม.415 วรรคสอง
  3. คำฟ้องเช่นนี้เป็นการเรียกทรัพย์คืนฐานลาภมิควรได้ ไม่ใช่ฟ้องให้รับผิดเพื่อการที่ทรัพย์ขาดตกบกพร่อง จึงไม่ใช้อายุความ ม.467 แต่ใช้ ม.419 นับแต่วันรู้ผลรังวัด — ฟ้องภายใน 1 ปี คดีไม่ขาดอายุความ

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ย่อคำพิพากษาทางการ

โจทก์ประกอบธุรกิจในการซื้อขายทรัพย์สิน ที่ดินของจำเลยทั้งห้าอยู่ในเขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยสภาพของทำเลที่ตั้งเห็นได้ว่าเป็นที่ดินที่มีราคาสูง เชื่อว่าโจทก์และจำเลยทั้งห้าต้องคำนึงถึงเนื้อที่ที่ดินที่จะซื้อขายกันตามโฉนดที่ดิน จึงไม่มีเหตุผลที่โจทก์และจำเลยทั้งห้าจะซื้อขายกันเหมาแปลงโดยไม่สนใจเนื้อที่ที่ดิน การตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร และสัญญานั้นให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 และ 368 ฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยทั้งห้าตกลงซื้อขายที่ดินกันโดยระบุเนื้อที่ไว้ 2 งาน 35 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดิน — จำเลยทั้งห้าส่งมอบที่ดินน้อยไปกว่าที่ระบุในสัญญาเกินกว่าร้อยละ 5 แห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้ โจทก์จะบอกปัดเสียหรือจะรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 466 เมื่อโจทก์เลือกรับที่ดินไว้ จำเลยทั้งห้าจึงต้องคืนเงินค่าที่ดินส่วนที่รับไว้เกินให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ แต่ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้เรียกคืนก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งห้าตกเป็นผู้ผิดนัด ต่อเมื่อมีการเรียกเงินดังกล่าวคืนแล้ว แต่จำเลยทั้งห้าไม่คืนให้จึงจะถือว่าจำเลยทั้งห้าตกอยู่ในฐานะทุจริตจำเดิมแต่เวลาที่ถูกเรียกคืน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 415 วรรคสอง — สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องเป็นการฟ้องเรียกทรัพย์คืนฐานลาภมิควรได้ มิใช่เป็นการฟ้องจำเลยทั้งห้าให้รับผิดเพื่อการที่ทรัพย์ขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวน ซึ่งต้องฟ้องคดีภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาส่งมอบ จึงนำอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 467 มาบังคับไม่ได้ ต้องนำอายุความเรื่องลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 มาใช้บังคับ เมื่อนับแต่วันที่โจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบถึงผลการรังวัดที่ดินว่าที่ดินนั้นขาดตกบกพร่องถึงวันฟ้องไม่เกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 31 ส.ค. 2569

อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้

เปิดฎีกานี้ในเว็บ