BearLaw เปิดเว็บเต็ม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1279/2568

ที่ดินทับซ้อนเขตปฏิรูป สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะและต้องถอนการบังคับคดี

หลักที่ได้

เมื่อที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและผู้ขายไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ได้ สัญญาซื้อขายย่อมเสียเปล่ามาตั้งแต่ต้น ผู้ซื้อไม่มีอำนาจบังคับคดี และศาลยกปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยให้คู่ความที่ไม่ได้ฎีกาได้ในเรื่องหนี้ที่แบ่งแยกไม่ได้

ข้อเท็จจริงย่อ

โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัทบริหารสินทรัพย์และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ แต่ที่ดินพิพาททับซ้อนกับที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน จังหวัดนครราชสีมาแจ้งว่าหนังสือแสดงสิทธิออกโดยมิชอบ ไม่สามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์และนำไปออกโฉนดได้ และในสัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อตกลงให้คืนทรัพย์สินแก่กัน

เหตุผลของศาล

  1. ที่ดินพิพาทตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและอยู่ภายใต้อำนาจจัดให้บุคคลเข้าถือครองตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
  2. เมื่อผู้ขายไม่อาจโอนที่ดินให้โจทก์ได้ สัญญาซื้อขายจึงเสียเปล่าและไม่มีผลผูกพันมาตั้งแต่ต้น โดยไม่จำต้องรอคำวินิจฉัยเรื่องโมฆะก่อน
  3. โจทก์จึงไม่มีอำนาจบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและหนี้ที่แบ่งแยกไม่ได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งไม่ได้ฎีกาได้

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ย่อคำพิพากษาทางการ

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อมาโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินพิพาททับซ้อนกับที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ก.) ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ ที่บัญญัติให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดเข้าถือครองและทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งคำฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.1225/2563 ของศาลชั้นต้นมีข้อหาและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะเพราะที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินโดยที่จังหวัดนครราชสีมามีหนังสือถึงอธิบดีกรมที่ดินและผู้ที่เกี่ยวข้องแจ้งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทมีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยมิชอบด้วย ป.ที่ดิน มาตรา 61 ไม่สามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์และนำไปออกโฉนดที่ดินได้ สัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ย่อมมีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัยและตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 จึงเป็นการยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง อีกทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความยังมีใจความสำคัญตกลงให้มีการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมแก่กัน กรณีจึงหาจำต้องให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะเสียก่อนไม่ เมื่อสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. เป็นอันเสียเปล่าไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายมาตั้งแต่ต้น โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 จึงมีเหตุสมควรให้ถอนการบังคับคดี ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมิได้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 245 (1) ประกอบมาตรา 246 และ 252

ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569

อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้

เปิดฎีกานี้ในเว็บ