BearLaw เปิดเว็บเต็ม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3672/2568

ฟ้องลักทรัพย์แต่ทางพิจารณาได้ความว่ายักยอก ลงโทษตามที่พิจารณาได้ความได้ถ้าจำเลยไม่หลงต่อสู้

หลักที่ได้

ข้อแตกต่างระหว่างลักทรัพย์กับยักยอกไม่ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญและไม่เป็นเรื่องเกินคำขอ เว้นแต่ทำให้จำเลยหลงต่อสู้ ส่วนคำร้องทุกข์เพียงกล่าวหาว่ามีผู้กระทำผิดทำให้เสียหายและประสงค์ให้รับโทษก็สมบูรณ์ ไม่ต้องระบุฐานความผิด

ข้อเท็จจริงย่อ

โจทก์บรรยายฟ้องโดยสรุปว่าจำเลยลักเงินสดของผู้เสียหายไปรวม 5 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 9,804,760 บาท โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม แต่ทางพิจารณาได้ความว่าผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยและบุคคลอื่นอีก 4 คน โดยบุคคลอื่นเบิกถอนเงินและส่งมอบให้จำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธแต่นำสืบยอมรับว่าผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีจริง เพียงแต่ไม่นำไปส่งมอบเพราะ ส. ไม่โอนเงินค่าจ้างให้ ส่วนคำร้องทุกข์ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีระบุว่าผู้เสียหายมอบอำนาจให้ ภ. ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามกฎหมาย โดยเล่ารายละเอียดการโอนเงินและการที่จำเลยไม่ส่งมอบเงิน

เหตุผลของศาล

  1. แม้ข้อเท็จจริงที่ได้ความจะแตกต่างจากฟ้อง แต่กฎหมายกำหนดว่าข้อแตกต่างระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และยักยอก มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ และมิให้ถือว่าเป็นเรื่องเกินคำขอ เว้นแต่การฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้
  2. คดีนี้แม้จำเลยให้การปฏิเสธ แต่นำสืบยอมรับข้อเท็จจริงเรื่องการรับเงินและเหตุที่ไม่ส่งมอบ จึงไม่ถือว่าจำเลยหลงต่อสู้ ศาลอุทธรณ์ลงโทษฐานยักยอกตามที่พิจารณาได้ความได้
  3. คำร้องทุกข์ระบุว่าผู้เสียหายกล่าวหาต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่ามีผู้กระทำความผิดคือจำเลย ซึ่งทำให้ผู้เสียหายเสียหาย และมีเจตนาจะให้จำเลยได้รับโทษ จึงเป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว
  4. ผู้เสียหายไม่จำต้องระบุว่าจะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใด

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ย่อคำพิพากษาทางการ

โจทก์บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า จำเลยลักเงินสดของผู้เสียหายไปรวม 5 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 9,804,760 บาท โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 334, 336 ทวิ ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบได้ความว่า ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยและบุคคลอื่นอีก 4 คน โดยบุคคลอื่นเบิกถอนเงินและส่งมอบให้จำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหาย ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวแม้จะแตกต่างจากฟ้อง แต่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติโดยมีสาระสำคัญในกรณีนี้ว่า ข้อแตกต่างระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และยักยอก มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอ เว้นแต่การที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ ซึ่งคดีนี้แม้จำเลยให้การปฏิเสธ แต่จำเลยนำสืบยอมรับว่า ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยกับบุคคลอื่นอีก 4 คนจริง แต่จำเลยไม่นำเงินไปส่งมอบให้ผู้เสียหายเพราะ ส. ไม่โอนเงินค่าจ้างให้จำเลย เช่นนี้ไม่ถือว่าจำเลยหลงต่อสู้ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอก จึงลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้

ปรากฏตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่า ผู้เสียหายมอบอำนาจให้ ภ. ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามกฎหมาย โดยให้รายละเอียดว่าผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารบุคคลอื่น จำเลยมีหน้าที่รวบรวมเงินทั้งหมดส่งมอบให้ผู้เสียหาย จำเลยได้รับเงินจากบุคคลดังกล่าวที่ได้เบิกถอนเงินมาแล้ว แต่จำเลยไม่นำไปส่งมอบให้ผู้เสียหาย เห็นได้ว่า ผู้เสียหายกล่าวหาต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้วว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้นคือจำเลย ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและมีเจตนาจะให้จำเลยได้รับโทษ จึงเป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว โดยผู้เสียหายไม่จำต้องระบุว่าจะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใด

ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569

อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้

เปิดฎีกานี้ในเว็บ