คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5113/2568
รายงานสืบเสาะฯ ใช้ประกอบดุลพินิจกำหนดโทษเท่านั้น จะยกมาหักล้างคำรับสารภาพเพื่อยกฟ้องไม่ได้
หลักที่ได้
รายงานการสืบเสาะและพินิจใช้ได้เพียงประกอบดุลพินิจกำหนดโทษ ไม่ใช่พยานหลักฐานที่จะนำมาวินิจฉัยการกระทำความผิด ศาลอุทธรณ์จึงยกข้อเท็จจริงในรายงานมาขัดกับคำรับสารภาพเพื่อยกฟ้องไม่ได้ แต่บริเวณรอบอาคารโรงเรียนไม่ใช่สถานที่ราชการตามความหมายของเหตุฉกรรจ์
ข้อเท็จจริงย่อ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปและร่วมกันลักไม้มะค่าโมงซึ่งปลูกไว้ในโรงเรียนบ้านสันป่าสักอันเป็นสถานที่ราชการไปโดยทุจริต เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ ชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งขัดแย้งกับคำรับสารภาพขึ้นอ้างแล้วพิพากษายกฟ้องฐานพยายามลักไม้มะค่าโมง ข้อเท็จจริงยังได้ความว่าบริเวณโรงเรียนที่เกิดเหตุเป็นเพียงสถานที่รอบอาคารที่ตั้งอาคารโรงเรียน มิใช่สถานที่ซึ่งทางราชการจัดไว้สำหรับปฏิบัติราชการของข้าราชการในโรงเรียนโดยตรง
เหตุผลของศาล
- เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานก็ได้ เว้นแต่ข้อหาที่รับสารภาพมีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือหนักกว่านั้น ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาล
- กฎหมายว่าด้วยการคุมประพฤติให้ศาลนำข้อเท็จจริงในรายงานการสืบเสาะและพินิจมาประกอบการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษเท่านั้น ไม่อาจรับฟังในฐานะพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำตามฟ้อง
- ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงยกข้อเท็จจริงในรายงานซึ่งขัดแย้งกับคำรับสารภาพขึ้นอ้างเพื่อพิพากษายกฟ้องไม่ได้ คำพิพากษาในส่วนนี้จึงไม่ชอบ
- อย่างไรก็ดี บริเวณโรงเรียนที่เกิดเหตุเป็นเพียงสถานที่รอบอาคาร มิใช่สถานที่ซึ่งทางราชการจัดไว้สำหรับปฏิบัติราชการโดยตรง การกระทำจึงไม่ใช่การลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องได้
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ย่อคำพิพากษาทางการ
เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิพากษาไปโดยไม่สืบพยานหลักฐาน และเมื่อ พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเพียงนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งสองเท่านั้น ไม่อาจนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องได้ ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติซึ่งขัดแย้งกับคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองขึ้นอ้างเพื่อพิพากษายกฟ้องได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองฐานพยายามลักไม้มะค่าโมงดังกล่าวจึงไม่ชอบ
คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจำเลยทั้งสองร่วมกันเข้าไปและร่วมกันลักไม้มะค่าโมงซึ่งปลูกไว้ในโรงเรียนบ้านสันป่าสักอันเป็นสถานที่ราชการไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 335 จำเลยทั้งสองในการรับสารภาพตามฟ้อง ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) (8) วรรคสอง แต่บริเวณโรงเรียนบ้านสันป่าสักตามฟ้องเป็นเพียงสถานที่รอบอาคารที่ตั้งอาคารโรงเรียนหาใช่สถานที่ซึ่งทางราชการจัดไว้สำหรับปฏิบัติราชการของข้าราชการในโรงเรียนโดยตรงแต่อย่างใด การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันพยายามลักต้นมะค่าโมงของผู้เสียหายไปจากบริเวณโรงเรียนดังกล่าวจึงไม่ใช่การลักทรัพย์ในสถานที่ราชการอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225
ที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หลักที่ได้ ข้อเท็จจริงย่อ และเหตุผลของศาล BEAR LAW เรียบเรียงจากย่อทางการ · ตรวจทบทวน 1 ก.ย. 2569
อ่านต่อในเว็บ BEAR LAWบันทึกฎีกา เปิดตัวบทที่อ้างถึง และถาม AI เรื่องฎีกานี้ได้
เปิดฎีกานี้ในเว็บ